คำนำ
ประเทศไทยได้มีการนำฮอโลแกรมเข้ามาใช้ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 80 ซึ่งในปัจจุบันเราได้พบเห็นการใช้ฮอโลแกรมอย่างแพร่หลาย  จุดประสงค์ในการใช้งานของฮอโลแกรมมีอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่น  ใช้ในการป้องกันการปลอมแปลงของเอกสาร  ธนบัตร  และบัตรประจำตัวต่างๆ  การปกป้องลิขสิทธิ์ของสินค้าแบรนด์แนมต่างๆ การตกแต่งสิ่งบรรจุภัณฑ์ การส่งเสริมการขายเช่นคูปอง หรือสลากต่างๆ เป็นต้น  แต่การใช้ฮอโลแกรมที่พบเห็นมากที่สุด อาจแบ่งได้ 2 ประเภท คือ การป้องกันการปลอมแปลงของเอกสาร สินค้าและการใช้ตกแต่งบรรจุภัณฑ์ต่างๆ  ฮอโลแกรมที่ใช้ในประเทศไทยที่ผ่านมาล้วนแต่นำเข้ามาจากต่างประเทศ  เช่น  สหรัฐอเมริกา  ยุโรป  ไต้หวัน และประเทศจีน
ในปี พ.ศ. 2543 เมื่อบริษัท แอเชอร์ โฟโทนิคส์ จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้น  อุตสาหกรรมการผลิตฮอโลแกรมในประเทศไทยจึงได้เริ่มขึ้น     ทั้งนี้   มีจุดประสงค์ในการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าและปัจจุบันได้ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย
ประวัติโดยย่อของฮอโลแกรม
เทคโนโลยี ฮอโลแกรมถือกำเนิด ในปี พศ. 2491 โดยมีนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบิล ชื่อ ดร. เดนนิส กาบอร์ เป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์ฮอโลแกรมขึ้นเป็นชิ้นแรก [1] เพื่อใช้ในการบันทึก และแสดงรูปภาพ ในลักษณะคลื่นแสง แต่คุณภาพของฮอโลแกรมในสมัยนั้นยังมีความจำกัดเพราะยังไม่มีแหล่งจ่ายแสงที่มีคุณสมบัติที่ดีพอ ต่อมาในปี พศ. 2502 ได้มีการคิดค้นเลเซอร์ได้สำเร็จ 3 ปีหลังจากนั้น ในพศ. 2505 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ E. N. Leith และ J. Upatnieks [2] จากมหาวิทยาลัย มิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ดัดแปลงและพัฒนาเทคโนโลยีฮอโลแกรม ให้สามารถแสดงรูปภาพสามมิติจากฮอโลแกรมที่มีทั้งความลึก และความกว้าง และเปลี่ยนแปลงไปตามมุมมองได้อย่างมหัศจรรย์  หลังจากนั้น ได้มีการวิจัยและคิดค้นเทคโนโลยี และวัสดุต่าง ๆ มากมาย เพื่อพัฒนา   ฮอโลแกรมให้เป็นสื่อใหม่ในการบันทึก การจัดเก็บและการแสดงรูปภาพ และข้อมูล ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ในจำนวนเทคโนโลยีฮอโลแกรมต่างๆนี้ สำหรับอุตสาหกรรมฮอโลแกรม มีฮอโลแกรมสายรุ้ง (Rainbow Hologram)   ของ ดร. S.A. Benton จากบริษัทโพลาลอยด์ [3]   ซึ่งได้ประดิษฐ์ขึ้นใน พ.ศ. 2512 และ ฮอโลแกรมแบบ ดอทเมทริก (Dot Matrix Hologram) ซึ่งนำเสนอโดยหลายบุคคลและหลายบริษัท ระหว่างทศวรรษที่ 80 และ 90 ไปพร้อมๆกับการวิวัฒนาการของวิชาฮอโลแกรม นอกจากนี้ยังมีการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตฮอโลแกรมเพื่อเป็น อุตสาหกรรมอีกด้วย การพิมพ์สลักฮอโลแกรม เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่นิยมสูงสุด เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาขึ้นมาในปลายทศวรรษที่ 70 ซึ่งวิธีนี้สามารถผลิตฮอโลแกรมคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมาก โดยวิธีทำสำเนาจากต้นแม่แบบฮอโลแกรม (Master Hologram) ในลักษณะลวดลายสลัก โดยปราศจากหมึกพิมพ์ใดๆทั้งสิ้น ฮอโลแกรมสลักได้ถูกนำมาใช้ในการป้องกันการปลอมแปลงอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2525 บนเครดิตการ์ดวีซ่า (Visa Card) ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทั่วไปแล้วการประยุกต์ใช้ครั้งนั้น นับเป็นจุดริเริ่มของอุตสาหกรรมฮอโลแกรม จึงนับได้ว่าจนถึงวันนี้ อุตสาหกรรมฮอโลแกรมได้มีอายุ มาเป็นเวลา 30 ปี พอดี ประเทศไทยได้มีโรงงานต้นแบบการผลิตฮอโลแกรมสลักในปี 2537 ซึ่งดร.วิริยะ ชูปวีณ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริษัทฯ)  เป็นผู้ริเริ่ม และก่อตั้งโรงงานต้นแบบนี้ที่ Electro-Optics Lab ซึ่งขณะนั้น สังกัดศูนย์อิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กระทรวงวิทยาศาสตร์ โดยใช้อาคารและสถานที่ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ในโครงการนี้ดร.วิริยะได้นำเทคโนโลยีเพื่อการผลิตฮอโลแกรมสลักสู่ประเทศไทย เป็นครั้งแรก ความสำเร็จของโครงการนี้ได้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และใน พ.ศ. 2540 ประเทศไทยได้จัดเป็น 1 ใน 16 ประเทศของโลกที่มีการผลิตฮอโลแกรมสลักเป็นอุตสาหกรรม และได้รับการลงพิมพ์ในหนังสือ Holography Market Place ซึ่งเป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงทางอุตสาหกรรมฮอโลแกรมของโลกฉบับหนึ่ง [4]
หลักการพื้นฐานของฮอโลแกรม
ฮอโลแกรม เป็นสื่อที่ใช้สำหรับจัดเก็บและแสดงรูปสามมิติ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสื่ออื่นๆ เช่นภาพถ่าย ภาพเขียน ภาพยนตร์ วีดีโอ ทีวี และจอคอมพิวเตอร์ เพราะไม่ใช้หมึกพิมพ์ แผ่นกรองแสง หรือจอภาพใดๆทั้งสิ้น รูปสามมิติของฮอโลแกรมนี้จะมองเห็นได้ก็ต่อเมื่อมีแสงส่องในมุมที่ถูกต้อง ในกระบวนการการผลิตฮอโลแกรมสลัก สีต่างๆ และความลึก ความกว้างของภาพสำเนาสามมิติที่ได้ จะเกิดขึ้นพร้อมกันจากการพิมพ์สลักเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ภาพที่ 1 และภาพที่ 2 แสดงความแตกต่างของวิธีการบันทึกภาพถ่ายและการบันทึกภาพฮอโลแกรม จากภาพที่ 2 จะเห็นได้ว่าในการบันทึกฮอโลแกรมต้องมีคลื่นแสง 2 คลื่น คลื่นหนึ่งมาจากวัตถุที่ต้องการถ่ายบันทึก ส่วนอีกคลื่นหนึ่งมาจากเครื่องเลเซอร์ คลื่นแสงทั้งสองนี้จะถูกจัดให้เป็นระบบแสง เพื่อให้ตกกระทบอยู่บนแผ่นฟิล์มไวแสง และเป็นการบันทึกฮอโลแกรม ผลของการบันทึกจะปรากฏเป็นข้อมูลที่มีความถี่ละเอียดมาก ประมาณ 50000 ถึง 150000 DPI ในขณะที่เครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์โดยทั่วไปมีความละเอียดประมาณ 600 ถึง 1200 DPI เท่านั้น
Pages : 1 2 3